เนื้อหา

การนำเทคโนโลยีทางการเกษตรภูมิปัญญาชาวบ้าน

coco2imagescoco1

 การทำมะพร้าวกะทิ 

รายละเอียดของภูมิปัญญา :

วิธีที่ 1 ทำมะพร้าวจากมะพร้าวพันธ์อะไรก็ได้ ถ้าต้องการให้ลูกออกมาเป็นมะพร้าวกะทิ ก็เอาถุงพลาสติกหุ้มจั่น จั่นก็คือดอกมะพร้าว 1 จั่นคือ 1 ทะลาย จั่นไหนถูกห่อด้วยพลาสติก จั่นนั้นหรือทลายดอกนั้นมันจะพิการ ทั้งนี้ต้องห่อตั้งแต่กลีบจั่นเริ่มแย้มบาน ห่อไปจนกระทั่งมีลูกขนาดลูกหมากจึงค่อยเอาออก โดยทั่วไปมะพร้าวในทะลายที่ห่อจั่นประมาณ 80-90% จะเป็นมะพร้าวกะทิ วิธีนี้เป็นการทำมะพร้าวกะทิแบบชั่วคราว มะพร้าวในทะลายอื่นๆที่ไม่ได้ห่อจั่นจะไม่เป็นมะพร้าวกะทิ

วิธีที่ 2 เป็นการทำมะพร้าวกะทิแบบถาวร วิธีนี้ให้นำมะพร้าวที่เพาะไว้ ที่มีหน่อเหนือเปลือกขึ้นมาราว 30 ซ.ม แล้วใช้มีดตัดส่วนปลายตรงข้ามกับหน่อให้กะลาขาด จนเห็นเนื้อสีขาวและจาวสีเหลือง ภายในกะลามะพร้าวจากนั้นคว้านเอาจาวที่อยู่ตรงกลางกะลาออก เอาดินเหนียวอัดลงไปในกะลาแทนจาวจนเต็มและแน่นพอประมาณสามรรถนำไปปลูกได้ มะพร้าวที่ทำวิธีนี้จะเป็นมะพร้าวกะทิประมาณ 50% หากจะเพิ่มปริมาณ ก็สามารถทำได้โดยให้เอาผลมะพร้าวที่ไม่เป็นมะพร้าวกะทิมาเพาะแล้วทำวิธีการเดียวกันกับที่กล่าวมานี้ ก็จะทำให้มะพร้าวในต้นใหม่เป็นมะพร้าวกะทิ ถึง 80-90 % ทีเดียว มะพร้าวทุกพันธ์สามารถทำมะพร้าวกะทิได้ทั้งสิ้น แต่ถ้าใช้มะพร้าวน้ำหอม ทำมะพร้าวกะทิไม่ดีเพราะมีกลิ่นเหม็นหืนมะพร้าวที่ดีที่สุดในการทำมะพร้าวกะทิก็คือ มะพร้าวกลาง 

ประโยชน์ 

ช่วยทำให้เศรษฐกิจของเกษตรกรดีขึ้น เป็นทางเลือกใหม่ของเกษตรกรในท้องถิ่น

Image4Picture20021untitled

การปลูกข้าวโดยใช้ฟางคลุมดินเพื่อลดการระเหยของน้ำในฤดูแล้ง

รายละเอียดของภูมิปัญญา : 

หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ 1 วัน ทำการหว่านข้าวทันที ซึ่งเป็นข้าวแห้ง 

หลังจากหว่านเสร็จ เกลี่ยฟางให้กระจายสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลง

ทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน เพื่อให้ฟางแห้ง แล้วปล่อยน้ำเข้าพื้นที่นาชุ่มชื้นพอเปียก

หลังจากข้าวงอก 7-10 วัน ทำการกำจัดวัชพืช

หลังจากข้าวงอก 20-25 วัน ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 สูตร 16-20-0 อัตรา 20-35 กก./ไร่

ดูแลรักษาตามปกติ ตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกรในพระราชดำริ

ข้าวอายุ 50-55 วัน ในช่วงกำเนิดช่อดอก ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 สูตร 21-0-0 อัตรา 10-15 กก./ไร่เป็นการแต่งหน้า

ประโยชน์

 

สามารถลดต้นทุนในการไถพรวนได้ ไร่ละ 500 บาท ไม่เสียเวลาและแรงงานในการเตรียมดิน

ฟางข้าวและตอซัง จะช่วยทำให้เมล็ดข้าวและดิน มีความชื้นอยู่ตลอดเวลาในอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง

                                                  rice1rice3rice2

         การทำปุ๋ยจากฟางข้าว

รายละเอียดของภูมิปัญญา

ทุกปีหลังจากฤดูเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว จะมีเศษฟางในท้องนาเป็นจำนวนมาก เกษตรกรสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ เช่นการทำปุ๋ยหมักซึ่งเกษตรกรสามารถจะทำได้เองและเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด วิธทำมีดังนี้ นำฟางข้าวมากองหรือวางเรียงให้ได้ 2 เมตร ยาว 4 เมตร สูงประมาณ 25 ซ.ม. ขึ้นย่ำพร้อมรดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นให้นำมูลสัตว์ 40 กก. และปุ๋ยยูเรียอีกครึ่งกก. โรยให้ทั่วกอง ต่อมาทำขั้นที่ 2ขั้นที่ 3 และขั้นที่ 4เหมือนขั้นแรก ชั้นบนสุดให้เอาหน้าดินทับให้ทั่วกอง เพื่อกันความชื้นระเหยและเป็นการเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ในกองปุ๋ยหมัก จากนั้นให้นำทางมะพร้าวมาคลุมไว้ กันสัตว์มาคุ้ยเชี่ย เมื่อกองไว้ครบ 7วัน ให้กลับกองปุ๋ยหมักและอีก 7 วันต่อมา กลับอีกครั้ง หลักจากนั้นให้กลับทุกๆ 14 วัน ให้น้ำเมื่อเห็นว่ากองปุ๋ยแห้งเกินไป จะใช้เวลา 3 เดือนครึ่ง ฟางข้าวจะสลายตัวเป็นปุ๋ยหมัก นำไปใช้ประโยชน์ แต่ทั้งนี้ จะต้องให้น้ำและกลับกองปุ๋ยหมักอย่างสม่ำเสมอ

การทำปุ๋ยหมักจากฟางข้าวตามขนาดของกองที่กล่าวมา คือ กว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร และสูงประมาณ 1 เมตร จะผลิตปุ๋ยหมักได้ประมาณ 1,250 กิโลกรัม

ประโยชน์ :

  •  ลดการซื้อปุ๋ยเคมี
  •  เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การแก้ไขปัญหาด้วงมะพร้าว

 

header

โรคและแมลงที่สำคัญ "ศัตรูมะพร้าว"

coco-1     DSCF5665   d1

แมลงศัตรูพืชที่สำคัญ

ด้วงแรด (Rhioceros beetle) มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษหลายชื่อ คือ Coconut rhinoceros beetle,Indian rhinoceros beetle, Asian rhinoceros beetle เป็นด้วงกวางชนิดหนึ่งชื่อวิทยาศาสตร์ Oryctes rhinoceros Linnaeus พบการระบาดและเข้าทำลายพืชตระกูลมะพร้าวและปาล์มอยู่ในอนุทวีปอินเดีย เช่น อินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา และในแถบเอเชียอาคเนย์ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย เป็นต้น ข้อควรระวังอย่างหนึ่งที่อาจจะสับสนคือ "ด้วงแรดมะพร้าว" นี้ เป็นคนละชนิดกับ"ด้วงมะพร้าว หรือด้วงสาคู" ที่กำลังระบาดทางภาคใต้ของไทยและอีกหลายประเทศในขณะนี้ และสิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติมไว้ คือหากเป็นเขตระบาดของด้วงงวงมะพร้าวหรือด้วงสาคู ถ้าดวงแรดมะพร้าวเข้ากับกัดยอดเป็นแผลแล้ว อาจจะถูกด้วงงวงมะพร้าวนี้เข้าโจมตีซ้ำอีก เพราะมีแผลที่ต้นทำให้ด้วงงวงมะพร้าวง่ายต่อการเข้าไปวางไข่ ซึ่งอันตรายกว่าเก่ามาก เป็นศัตรูที่สำคัญร้ายแรง สำหรับมะพร้าวมาก ด้วงแรด มี 2 ชนิด คือ ด้วงแรดชนิดเล็กและด้วงแรดชนิดใหญ่ ด้วงแรดชนิดเล็กพบทั่วทุกภาคของประเทศไทยและพบบ่อยที่สุด สำหรับด้วงแรดชนิดใหญ่ มักพบไม่บ่อยนัก พบได้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปทางภาคใต้ของประเทศ จากการปลูกปาล์มน้ำมันแทนการปลูกมะพร้าวจำนวนมากในประเทศไทย ด้วงแรดมะพร้าวจึงเริ่มมีความสำคัญมาก เนื่องจากเมื่อมีการโค่นล้มต้นมะพร้าวหรือต้นปาล์มที่มีอายุมากและปลูกต้นปาล์มทดแทนใหม่ทำให้มีแหล่งขยายพันธุ์ของด้วงแรดมากขึ้นจึงเข้าทำลายต้นปาล์มที่ปลูกใหม่ และต้นมะพร้าว โดยปกติด้วงแรดมะพร้าวไม่สามารถระบาดได้ เหตุที่เกิดการระบาด อาจกล่าวได้ว่าส่วนใหญ่เกิดจากความละเลยของมนุษย์ที่ปล่อยให้มีแหล่งขยายพันธุ์จำนวนมาก ทำให้ด้วงแรดเพิ่มปริมาณมากจนเข้าทำลายพืชให้ได้รับความเสียหาย สาเหตุของการระบาดที่เกิดเองตามธรรมชาตินั้นน้อยมาก เช่น การเกิดวาตภัย พายุลมแรงทำให้ต้นมะพร้าวและปาล์มน้ำมันล้มตายเป็นจำนวนมาก จึงเป็นแหล่งขยายพันธุ์ขนาดใหญ่ของด้วงแรดในเวลาต่อมา

ลักษณะการทำลาย เฉพาะตัวเต็มวัยเท่านั้นที่เป็นศัตรูพืช โดยบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบมะพร้าว หรือปาล์มน้ำมัน ทำให้ทางใบที่เกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วๆ คล้ายรูปสามเหลี่ยม ถ้าโดนทำลายมากๆ ทำให้ใบที่เกิดใหม่แคระแกรน รอยแผลที่ถูกด้วงแรดกัดเป็นเนื้อเยื้ออ่อน ทำให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ หรือเป็นทางให้เกิดโรคยอดเน่าจนถึงต้นตายได้ในที่สุด

แหล่งขยายพันธุ์ของด้วงแรด แหล่งผสมพันธุ์และวางไข่ซึ่งด้วงแรดใช้เป็นแหล่งอาหารของหนอนวัยต่างๆ จนเข้าระยะดักแด้และเป็นตัวเต็มวัย ได้แก่ ซากเน่าเปื่อยของลำต้นหรือตอของต้นมะพร้าวและปาล์มน้ำมัน ซากพืชที่เน่าเปื่อยเช่น ซากเปลือกมะพร้าว และทะลายปาล์มกองมูลสัตว์เก่ากองปุ๋ยคอก กองขุยมะพร้าวกองกากเมล็ดกาแฟ กองขยะเป็นต้น

รูปร่างลักษณะและชีวประวัติ

รูปร่างลักษณะ ด้วงแรดชนิดเล็กและด้วงแรดชนิดใหญ่ มีรูปร่างลักษณะและชีวประวัติคล้ายคลึงกันมาก ต่างกันที่ขนาดของลำตัว และขอบของแผ่นปกคลุมด้านหลังของส่วนนอกซึ่งมีลักษณะคล้ายฟันเล็กๆ โดยด้วงแรดชนิดใหญ่มี 3 ซี่ ขณะที่ด้วงแรดชนิดเล็กมี 2 ซี่

ไข่ มีลักษณะกลมรี สีขาวนวล มองเห็นได้ชัด ขนาดกว้าง 2-3 มิลลิเมตร ยาว 3-4 มิลลิเมตร เมื่อใกล้ฟักไข่จะมีสีน้ำตาลอ่อน ไข่ถูกวางลงลึกไปประมาณ 5-15 เซนติเมตร ในแหล่งขยายพันธุ์ที่ผุพัง

หนอน เมื่อฟักออกมาจากไข่ใหม่ๆ มีลำตัวสีขาว ขนาด 2x7.5 มิลลิเมตร หัวกะโหลกสีน้ำตาลอ่อน กว้างประมาณ 2-2.5 มิลลิเมตร มีขาจริง 3 คู่ ด้านข้างลำตัวมีรูหายใจจำนวน 9 คู่ เมื่อหนอนกินอาหารแล้วผนังลำตัวจะมีลักษณะโปร่งใส มองเห็นภายในสีดำ หนอนเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะมีขนาดลำตัวยาวประมาณ 60-90 มิลลิเมตร

ดักแด้ เมื่อหนอนเจริญเติบโตเต็มที่จะหยุดกินอาหารและสร้างรังเป็นโพรง หนอนจะหดตัวอยู่ภายในเป็นเวลา 5-8 วัน จึงเปลี่ยนรูปร่างเป็นดักแด้สีน้ำตาลแดง ขนาด 22x50 มิลลิเมตร สามารถแยกเพศได้ โดยดักแด้เพศผู้สามารถมองเห็นส่วนที่เป็นระยางค์คล้ายเขายื่นยาวชัดเจนกว่าของเพศเมีย

ตัวเต็มวัย เป็นด้วงปีกแข็งสีดำ เป็นมันวาว ใต้ท้องสีน้ำตาลแดง มีขนาดกว้าง 20-23 มิลลิเมตร ยาว 30-52มิลลิเมตร สามารถแยกเพศได้ โดยตัวเต็มวัยเพศผู้ส่วนหัวมีเขาลักษณะคล้ายเขาแรด ยาวโค้งไปทางด้านหลังเล็กน้อย เพศเมียมีเขาสั้นกว่า และบริเวณท้องปล้องสุดท้ายของเพศเมีย มีขนสีน้ำตาลแดงขึ้นหนาแน่นกว่าของเพศผู้

การขยายพันธุ์ ด้วงแรดมีอายุยืนยาวหลายเดือน และมีการผสมพันธุ์หลายครั้ง ด้วงแรดเพศเมียที่ได้รับการผสมพันธุ์ครั้งเดียวสามารถวางไข่ที่สมบูรณ์ได้นานถึง 130วัน ด้วงแรดชอบวางไข่ในแหล่งขยายพันธุ์ที่มีความชื้นพอเหมาะที่อุณหภูมิระหว่าง 20-30องศาเซลเซียส ด้วงแรดเพศเมีย จะรับการผสมพันธุ์และวางไข่เมื่อออกจากดักแด้แล้ว 40-50 วัน ปกติวางไข่ครั้งละ 10-30 ฟอง สูงสุดประมาณ 152 ฟอง

วงจรชีวิต ตั้งแต่ไข่จนถึงตัวเต็มวัย ใช้เวลา 4-9 เดือน โดยเฉลี่ยประมาณ 6 เดือน

ระยะไข่ 10-12 วัน

ระยะหนอน 80-150 วัน

ระยะดักแด้ 23-28 วัน

ตัวเต็มวัยมีอายุ 90-120 วัน

พฤติกรรมของด้วงแรด

ด้วงแรด เป็นแมลงที่ชอบซ่อนตัว ทั้งตัวเต็มวัย หนอนวัยต่างๆ ดักแด้ และไข่ จึงพบอยู่ในที่มือ ตัวเต็มวัยของด้วงแรดเท่านั้นที่ทำลายพืชสด มักพบในแหล่งอาหาร เช่น ภายในรูเจาะบนยอดมะพร้าวหรือปาล์มน้ำมัน ซึ่งอาจพบมากกว่า 1 ตัว ในต้นปาล์มประดับเคยพบด้วงแรดซุกซ่อนตามโคนกาบทางมากกว่า 10 ตัว นอกจากนี้ยังพบในแหล่งขยายพันธุ์อีก ตัวเต็มวัย ด้วงแรดจะบินออกหากินในเวลาพลบค่ำและเวลาก่อนตะวันขึ้น มักพบด้วงแรดมาเล่นแสงไฟหลังฝนตก ในเวลากลางคืนด้วงแรดมักจะกินไปมาในระยะทางสั้นๆ ระหว่างแหล่งอาหารและแหล่งขยายพันธุ์เท่านั้น มีรายงานว่าด้วงแรดบินได้นาน 2-3 ชั่วโมง รวมเป็นระยะทางไกล 2-4 กิโลเมตร

ดักแด้ มักพบในแหล่งขยายพันธุ์ที่แตกต่างกันออกไป เช่น ในซากท่อนมะพร้าว ปาล์มน้ำมันที่ผุพัง หนอนวัยสุดท้ายจะสร้างโพรงรูปไข่เพื่อเข้าดักแด้ แต่ถ้าอยู่ในกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก กองขี้เลื่อย กองขยะ กองเศษพืชที่เน่าเปื่อย หนอนวัยสุดท้ายจะสร้างรังด้วย วัสดุเหล่านั้นจะมีลักษณะเป็นก้อนรูปไข่ขนาดใหญ่ และมีหนอนเข้าดักแด้อยู่ภายใน นอกจากนี้ยังพบหนอนเข้าดักแด้ในดินลึกถึง 150 เซนติเมตร และตัวเต็มวัยที่ออกจากดักแด้ จะอาศัยอยู่ในรังดักแด้อีกประมาณ 11-20 วัน จึงจะออกมาหากินต่อไป

หนอน ลักษณะหนอนของด้วงแรดสามารถสังเกตได้อย่างหนึ่ง หนอนจะงอตัวเป็นอักษร "C" บางครั้งเห็นส่วนหัวกับส่วนท้ายลำตัวเกือบชนกัน ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม อาจมีอายุยืนยาวถึง 420 วัน

พืชอาหาร สกุลปาล์มน้ำมันทุกชนิด เช่น มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน ปาล์มประดับ

การแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด

ด้วงแรดสามารถแพร่กระจายได้ทั่วประเทศและเพิ่มจำนวนได้ตลอดปี ปริมาณมากหรือน้อยขึ้นกับแหล่งเพาะขยายพันธุ์จากผลของการศึกษาพบว่าในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ฤดูที่ด้วงแรดผสมพันธุ์และวางไข่มากที่สุดอยู่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม ดังนั้นจะพบความเสียหายอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม

การป้องกันกำจัด

1. ทำความสะอาด บริเวณสวนมะพร้าวกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ เช่น กองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก กองขยะ กองขี้เลื่อย แกลบ ควรกำจัดออกจากบริเวณสวน หรือต้องคอยหมั่นกลับเพื่อตรวจดูหนอน หนอนที่ด้วงวางไข่ไว้ ตรวจพบให้จับทำลายหรือเผากองขยะนั้นเสีย

2. ใช้เชื้อราเขียว (Metarrhizium anisopliae) ใส่ไว้ตามกองขยะ กองปุ๋ยคอกหรือท่อนมะพร้าวที่หนอนหนอนด้วงแรดอาศัยอยู่ เชื้อราจะแพร่กระจายและสามารถทำลายด้วงแรดได้

3. ใช้ลูกเหม็น ใส่บริเวณคอมะพร้าวที่โดนทางใบรอบๆยอดอ่อนต้นละ 6 – 8 ลูก กลิ่นลูกเหม็นจะไล่ไม่ให้ด้วงแรดเข้าทำลายมะพร้าวส่วนทำในมะพร้าวอายุ 3–5ปี จึงมีลำต้นไม่สูงนัก

ด้วงงวงมะพร้าว มี 2 ชนิด คือ ชนิดเล็กและชนิดใหญ่ดวงงวงชนิดเล็กพบแพร่ระบาดอยู่ทั่วไปทุกภาคของประเทศ ส่วนใหญ่พบในแหล่งปลูกมะพร้าวทางภาคใต้ วงจรชีวิตจากไข่จนเป็นตัวเต็มวัยใช้เวลา 2 – 4 เดือน

การป้องกันกำจัด

1. หมั่นตรวจดูในแปลงมะพร้าว หากเริ่มมีการเข้าทำลายของตัวด้วงงวงเป็นจุดแรก และต้นมะพร้าวอยู่ในลักษณะทรุดโทรมมาก ตรวจดูและทำลายให้หมดสิ้นไปจากสวนมะพร้าว ก่อนที่จะมีการแพร่ลูกหลานต่อไป

2. การเกิดบาดแผลกับต้นมะพร้าว จะเป็นสิ่งชักจูงให้ด้วงงวงเข้ามาทำลายต้นมะพร้าว ซึ่งบาดแผลต่างๆ อาจเกิดจากการเข้าทำลายของด้วงแรด หรือเกิดจากรอยแผลที่ทำขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งจะเป็นที่อาศัยและขยายพันธุ์ของด้วงงวงต่อไป

3. เมื่อพบว่ามีการระบาดและต้นมะพร้าว ถูกทำลายมากควรใช้สารฆ่าแมลงประเภทดูดซึม เช่น คอลร์ไพรีฟอส ฉีดเข้าลำต้นมะพร้าวโดยใช้สว่านเจาะเป็นรูบริเวณโคนต้นให้ลึกประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร แล้วจึใช้เข็มฉีดยาที่มีสารฆ่าแมลงเข้มข้นปริมาณ 10 – 20 ซีซี ฉีดสารฆ่าแมลงเข้าไปในลำต้น หลังจากนั้น ใช้ไม้อุกรูที่เจาะนั้นเพื่อป้องกันการเข้าทำลายของด้วงงวงและแมลงชนิดอื่นหลัวจากหมดฤทธิ์ของสารฆ่าแมลงแล้ว (ปรับปริมาณการใช้สารฆ่าแมลงจะมาน้อยแตกต่างกันตามขนาดของต้นมะพร้าว แต่ไม่ควรเกิน 30 ซีซี

การป้องกันกำจัด

4. ทำความสะอาด บริเวณสวนมะพร้าวกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ เช่น กองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก กองขยะ กองขี้เลื่อย แกลบ ควรกำจัดออกจากบริเวณสวน หรือต้องคอยหมั่นกลับเพื่อตรวจดูหนอน หนอนที่ด้วงวางไข่ไว้ ตรวจพบให้จับทำลายหรือเผากองขยะนั้นเสีย

5. ใช้เชื้อราเขียว (Metarrhizium anisopliae) ใส่ไว้ตามกองขยะ กองปุ๋ยคอกหรือท่อนมะพร้าวที่หนอนหนอนด้วงแรดอาศัยอยู่ เชื้อราจะแพร่กระจายและสามารถทำลายด้วงแรดได้

6. ใช้ลูกเหม็น ใส่บริเวณคอมะพร้าวที่โดนทางใบรอบๆ ยอดอ่อนต้นละ 6 – 8 ลูก กลิ่นลูกเหม็นจะไล่ไม่ให้ด้วงแรดเข้าทำลายมะพร้าว ส่วนทำในมะพร้าวอายุ 3 – 5 ปี จึงมีลำต้นไม่สูงนัก

ด้วงงวงมะพร้าว มี 2 ชนิด คือ ชนิดเล็กและชนิดใหญ่ดวงงวงชนิดเล็กพบแพร่ระบาดอยู่ทั่วไปทุกภาคของประเทศ ส่วนใหญ่พบในแหล่งปลูกมะพร้าวทางภาคใต้ วงจรชีวิตจากไข่จนเป็นตัวเต็มวัยใช้เวลา 2 – 4 เดือน

 

สำนักงานสถิติจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ศาลากลางจังหวัดหลังใหม่ ชั้น 4
ต.ประจวบคีรีขันธ์ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ 77000 โทรศัพท์ 0-3261-1310
โทรสาร 0-3261-1435 มหาดไทย 64162-64183 E-Mail : This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.